มุมมองต่อพรรคก้าวไกลในปี พ.ศ. นี้

มุมมองของบก.เวลาย่ำรุ่ง กับพรรคก้าวไกลในปี พ.ศ. นี้

เมื่อปี 2562 ช่วงที่อนาคตใหม่หาเสียง ในยุคที่ทหารครองเมือง ผมหลีกหนีจากเรื่องการเมือง หมดหวังกับอนาคตของประเทศ ผมแทบไม่ได้ดูเลยครับว่าพรรคมีนโยบายอะไรบ้างในรายละเอียด ใช้ชีวิตไปตามแต่ตัวเองอยากทำ หาเงินอย่างไรให้รวย ให้รอดชีวิตจากเศรษฐกิจทุนผูกขาดแบบนี้

ผมได้ยินข่าวเนืองๆว่ามีพรรคหนึ่งที่นำโดยนายทุนระดับแนวหน้าของประเทศ ที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วยความที่เข็ดกับการเมืองเก่าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก

แต่วันหนึ่งได้ลองฟังคุณธนาธรสัมภาษณ์กับคุณสุทธิชัยหยุ่นครั้งหนึ่ง แล้วมองว่าคนๆนี้มีแนวคิดแตกต่างกับคนอื่นมาก และเขามีหลักคิดที่ชัดเจน มีความอยากทำจริง บวกกับเรื่องยกเลิกเกณฑ์ทหาร ทำให้ผมเลือกพรรคนี้เลยครับ ด้วยการสื่อสารง่ายๆของธนาธร แต่มีพลัง (พอรู้ว่านอกจากมีวิสัยทัศน์ดีมากๆ ยังกล้าชนกับทหาร เลยเทให้100%ครับ แค่นี้จริงๆ)

นโยบายอื่นก็ดีเช่นกัน เป็นเหมือนอาวุธลับที่สส.แต่ละท่านจะสามารถนำเสนอนโยบายของตัวเองได้อย่างอิสระ เช่น สส.ที่ชนกับทุนสุรา สส.ที่อยากเห็นความเท่าเทียมทางเพศ สส.ที่อยากแก้ปัญหาระบบคมนาคม และอีกมากมายตามแต่ที่แต่ละคนสนใจและมีพาสชั่นกับมัน

ก่อนเลือกตั้งไม่นาน มีงานปราศัยก่อนเลือกตั้งที่ทำให้ผมยิ่งชอบเข้าไปอีก มันไม่ใช่เรื่องนโยบายต่างๆ แต่เป็นเรื่องของการจัดวางตัวเองในการนำเสนอที่มีความใส่ใจในรายละเอียด วางเวทีไว้ต่ำที่สุดกว่าที่ประชาชนนั่ง เปรียบเสมือนสถานะของนักการเมืองที่ควรเป็นคนรับใช้ประชาชน และประชาชนมีอำนาจสูงสุด

ดังนั้นนอกจากเนื้อหานโยบายจะชัดเจนและก้าวหน้าไปกว่าคนอื่นแล้ว การสื่อสารออกมาผ่านกราฟฟิก ตัวอักษร การเรียบเรียง เวทีปราศรัย ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจากภายในของทีมงานอนาคตใหม่ ที่คิดมาแล้วอย่างดี

มนุษย์นั้นอยู่ได้ด้วยความเชื่อ พรรคการเมืองต้องสร้างให้ประชาชนเชื่อในพรรคให้ได้ ผ่านการสื่อสารดังกล่าว แต่เมื่อพรรคถูกยุบ สส.ที่เหลือได้ย้ายมายังพรรคก้าวไกล

ผู้บริหารใหม่ กรรมการบริหารใหม่ แต่ยังเป็นสส.เดิมที่เคยอยู่ในพรรค การยุบพรรคผ่านมา 3 ปี ถามว่าพรรคก้าวไกลยังคงเป็นที่เชื่อมั่น เป็นที่นิยมเหมือนเดิมอยู่หรือไม่? 

ความยากเย็นของผู้บริหารพรรคชุดใหม่นั้นจะว่าง่ายอย่างที่สุดก็ได้ จะว่ายากก็ยาก ที่จะนำพาพรรคที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ก้าวหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคหลัง ผู้บริหารพรรคต้องรักษาฐานเสียงเดิมเอาไว้ และต้องเพิ่มเสียงให้ได้อีกด้วย

เนื่องจากพรรคไม่ได้คาดหวังที่จะได้ตำแหน่ง แต่คาดหวังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ภารกิจที่สำคัญที่สุด ที่พรรคอนาคตใหม่ ทำได้อย่างดีเยี่ยม มาในวันนี้ดูเหมือนว่าจะแผ่วลงอย่างชัดเจน

แม้แต่กราฟฟิกนโยบายยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ การเปิดตัวนโยบาย 9 เสา ไม่เป็นที่นิยม (แม้แต่กับผมเอง) หากลองดูกราฟฟิกจะเห็นแต่คำว่า “ก้าวไกล ก้าวหน้า” เสมือนจะบอกกลายๆว่าสองกลุ่มคนนี้ยังคงทำงานร่วมกันอยู่ แต่กลับไม่เน้นหัวข้อนำเสนอแต่ละข้อเลยด้วยซ้ำ 

หัวข้ออย่าง “ทุกจังหวัดไทย” ที่ต่อท้ายด้วย “ก้าวหน้า” นั้นดูไม่ชัดเจน ถูกกลืนไปกับสีส้มและคำว่าก้าวหน้า นี่คือเรื่องเล็กๆที่ฝ่ายรับผิดชอบการสื่อสารของพรรคไม่ได้ใส่ใจ (หรืออาจจะตั้งใจให้เป็นแบบนี้)

การนำเสนอผ่านจอ LED ขนาดย่อมๆ 9 นโยบาย 9 เดือนนั้น อาจจะทำให้ดูเหมือนเป็นงานเสวนาทางวิชาการ ที่จัดขึ้นเพื่อผู้สนับสนุนเดิมเท่านั้น แต่ไม่สร้างภาพจำ ไม่สร้างความดึงดูดให้กับประชาชนเลย และการค่อยๆเปิดตัวแบบนี้ ทำให้สส.เขตที่ลงพื้นที่มีความลำบากอย่างมาก และดูเสมือนว่าเป็นงานเผา เพิ่งคิดนโยบายเอาวันสุดท้าย

แม้ว่าในวันนี้เนื้อหานโยบายพรรคมีความ “ก้าวหน้า” กว่าเดิมเสียอีก เช่นเรื่องปฎิรูปสถาบันฯแก้ 112 หรือสวัสดิการถ้วนหน้า แต่การสื่อสารที่เคยเป็นจุดเด่น จุดที่ทรงพลังที่สุดของพรรค กลับจืดชืดและไม่สามารถใช้บุคลากรที่มีความสามารถเยอะมากที่สุดพรรคหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม พรรคยังมีเวลาที่จะปรับปรุงการสื่อสารอีกหลายเดือน แต่หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น พรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคที่ไม่พร้อมที่สุด และอาจเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นก็เป็นได้

เสียงวิจารณ์เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องรับฟัง ตัวอย่างมีให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยมีการปรับปรุงขึ้นมาอย่างมาก รับฟังเสียงของประชาชนอยู่เสมอ มีการปรับเปลี่ยนการสื่อสารให้ทันกับยุคสมัย

มันยังไม่สายที่พรรคก้าวไกลจะปรับตัว ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ก็เพราะว่า ประเทศไทยมีเพียงพรรคเดียวที่กล้ายืนอยู่บนหลักการอย่างถึงที่สุด และเน้นในเรื่องการให้ความรู้กับประชาชน เน้นให้สังคมเกิดการถกเถียงในประเด็นต่างๆอย่างเปิดกว้าง

พรรคก้าวไกลยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องต่างๆมากมาย ผมจึงอยากให้กำลังใจพรรคก้าวไกล และสนับสนุนต่อไป

(ขอบคุณภาพจากประชาไท)