หมวดหมู่
การเมือง

เพดานของความสันติ

เมื่อความเคลื่อนไหวอย่างสันติมีกำแพงที่ยากจะก้าวข้ามได้

สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ มันพูดด้วยความหนักใจ และมันอาจจะไม่ตรงกับใจใครบ้าง

ก็ขอให้ใจเย็นๆ แล้วมองไปด้วยกัน เห็นแย้งได้เสมอ

.

มีหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้น และเราควรมาสำรวจ และ reflect ตัวเอง reflect movement กันหน่อย

.

อย่างแรกคือ เรามามองกันอีกครั้งว่า strength ของเราตอนนี้คืออะไร

ผมมองแบบนี้ และพูดแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้งว่า

strength เดียวที่เรามี ที่เราถือ คือ “ความชอบธรรม”

เรามีแค่นี้ และนี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชุมนุมครั้งนี้ยังแข็งแรงและก้าวต่อไปได้

ความชอบธรรม ในที่นี้ คือเป็นความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนฐานคิดประชาธิปไตย คิดอย่างมีหลักการ และต่อต้านระบบเดิมและปัญหาเดิมที่ทำร้ายประชาชนในชาติ

เมื่อหลักการมันแข็ง เหตุผลมันถูกต้อง

คนที่เติบโตมาภายใต้แนวคิดสมัยใหม่ จึงมีสำนึกที่อยากจะต่อสู้ อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยตัวเอง

เราจึงสามารถเคลื่อนไหวได้ โดยยึดกับหลักการ อุดมการณ์ โดยไม่ยึดติดกับตัวคน

แค่มีการประกาศว่าจะชุมนุม เราก็พร้อมจะออกมาเคลื่อนไหว

คนที่มาก็หลากหลาย spectrum รวมไปถึงนักเรียน เยาวชน

strength ของเราคือสิ่งนี้

และด้วยความที่เราเป็นคนธรรมดา ทั่วไป มีนิสิต นักศึกษา มีเยาวชนที่เป็นนักเรียนร่วมด้วย ม๊อบจึงปราศจากความรุนแรง

และการมีนักเรียน เยาวชนอยู่ด้วย มันก็เป็นข้อได้เปรียบหนึ่งเสมอคือ รัฐยังไม่กล้าที่จะใช้ความรุนแรงใดๆ หรือ สลายการชุมนุม

เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเยาวชน อาชญากรรมที่กระทำต่อเยาวชน มัน sensitive กว่าทำกับผู้ใหญ่มากๆๆ

และด้วยจุดแข็งนี้ มันก็สร้างธรรมชาติของการชุมนุมให้เป็นไปอย่างสันติ

แต่นั่นก็กลายเป็นเพดานของเราเช่นกัน

คือเราจะไม่สามารถยกระดับการชุมนุมไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว

ต่อให้ประเด็นของเราจะถูกยกระดับไปไกลได้แค่ไหน

แต่ในระดับความเคลื่อนไหว เราทำได้แค่เท่านี้

คือ ออกมาเรียกร้อง ปิดถนน

.

ชุมนุมที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐมาสนับสนุน เช่น ตำรวจ หรือ ทหาร

ย่อมไม่มีกำลังพล ไม่มีสิ่งใดจะใช้ต่อสู้กับอำนาจรัฐ

ไม่ว่าจะอำนาจอาวุธ หรือ อำนาจกฎหมาย

.

วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

สิ่งที่รัฐแสดงให้เห็นเมื่อวานคือ เขา “กล้า” ใช้มาตรการที่รุนแรงมากขึ้นกับชุมนุมแล้ว

เหมือนที่ผมเคยบอกว่า มวลชนฝ่ายขวาเขาเริ่มออกใบเบิกทางให้กับความรุนแรง พร้อมๆกับแรงกดดันจากกษัตริย์ที่ต้องการสลายม๊อบให้ได้ ถึงขั้นใช้ขบวนเสด็จมาสร้างเงื่อนไข สร้างข้ออ้าง

เขาอาจจะประเมินแล้วว่า ในฟากเขาสถานการณ์มันสุกงอมแล้ว

ถึงเวลาเริ่มยกระดับมาตรการ

.

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ มันทำลายพลังของเราหลายอย่าง

สิ่งที่รุนแรงที่สุดคือ เขาสร้างความกลัวได้แล้ว

ผมมองว่า ตรงนี้เป็นแผนที่ถูกกระทำอย่างตั้งใจ

คือไม่ได้ตั้งใจแค่สลายการชุมนุม แต่เป็นการส่งสัญญาณต่อทุกคนว่า

“กูกล้าทำร้ายมึงนะ”

เขาไม่สนแล้วว่า เราจะมีนักศึกษา มีเยาวชนอยู่ในม๊อบ

เขากล้าที่จะทำ

หลายๆคนยังรู้สึกโกรธ และยังรู้สึกว่า ต้องชนอยู่

แต่ไม่ใช่กับทุกคน

คุณลองคิดถึงเยาวชน ลองคิดถึงคนกลางๆ ลองคิดถึงพ่อแม่ ลองคิดถึงคนที่มีภาระ

เขามีสิ่งที่ต้องแบก

พ่อแม่หลายคน คงจะไม่อยากให้ลูกหลานออกมาร่วมกับชุมนุมมากขึ้น

ความรุนแรงครั้งนี้มันสลักลงไปในใจใครหลายคนมากขึ้น

และผมมองว่า มันทำให้เราเสีย spirit พอสมควร และจำนวนคนที่จะมาร่วมม๊อบก็น่าจะลดลง

.

.

กลับมาที่อีกประเด็นหนึ่ง

คือ เพดานในการยกระดับของเราสุดแล้ว

ถ้าเรายังยึดติดกับคำว่า “ชุมนุมอย่างสันติ”

เรามาจนถึงสุดทางแล้วจริงๆ

ณ ปลายทางนี้

เราก็ตระหนักดีว่า เรายังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ในวันนี้

ถ้าจะเอาให้ได้ตอนนี้ มีทางเดียวคือ ยกระดับต่อไป และไปให้สุด

ซึ่งก็จะเข้าสู่ zone ที่ผมเคยพูดว่า

ถ้าจะเอาให้ได้วันนี้ มีแต่ต้อง “ไปตาย” เท่านั้น และเราต้องจ่ายกันอีกมาก จ่ายในราคาที่แพงระยับ

เพราะการที่ทั้งตำรวจและทหาร อยู่คนละฟากกับประชาชน

เราไม่มีอะไรจะไปสู้ได้เลย

มันเป็นสิ่งที่เราคุยกันมาตลอด และผมก็ยังไม่เห็นทางอื่นที่จะชนะ นอกจากต้องจ่ายในราคานั้น

.

ทางเดียวที่ผมเห็นในตอนนี้ ที่เราไม่ต้องจ่ายในราคาที่แพง คือ ใช้เวลาเป็นอาวุธ

ผมบอกเลยว่า 20-40 ปี เรามีหวังได้

มันคือ การเปลี่ยนแปลงสังคมจาก bottom up

เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ ค่อยๆรุกคืบเข้าไปในวัฒนธรรม ในองค์กร ปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยให้อยู่ในใจคนให้ได้ และต้องผลักดันคนของเรา สร้างคนของเราให้แทรกซึมเข้าไปในระบบ เข้าไปในโครงสร้างให้ได้

นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงที่จ่ายเวลา แทนชีวิตคน

.

เพราะงั้นผมมองว่า ตอนนี้การชุมนุมได้บรรลุจุดมุ่งหมายของเราแล้ว

ผมมองว่า การชุมนุมตอนนี้สร้าง awareness ได้ในระดับสูงมาก แล้วเราแสดงให้เห็นแล้วว่า พลังมวลชนมีอยู่จริง และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง

ผมมองว่า การรักษาระยะเป็นสิ่งที่ effective มากกว่า การยกระดับ

เรารักษาชุมนุมให้มีอยู่เรื่อยๆ อย่างยาวนาน เพื่อ keep momentum ต่อไป

ดีกว่าการการยกระดับไปสู่การต่อสู้ที่เราไม่สามารถชนะในวันนี้ได้

.

สิ่งเดียวที่ผมกลัวที่สุด กลัวจนไม่รู้ว่า ควรจะทำอย่างไร

คือ ผมเป็นห่วง และคิดไม่ออกจริงๆ ว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยแกนนำของเรา ผู้ที่เป็นแนวหน้าของเรามาตลอด

คนที่ถูกจับไปในช่วงหลายวันมานี้ ผมมองว่า วางแผนมาก่อนหลายวันเช่นกัน เขาเริ่มไล่จับตั้งแต่วันที่มีชุนนุมใหญ่ที่อนุเสาวรีย์ ไล่มาจับรุ้ง ณ บ้านพัก จนมาถึงการสลายชุมนุม และไล่จับผู้ร่วมชุมนุม

นี่คือ operation เดียวกันที่เป็นลูกโซ่

เพื่อทำลายความเคลื่อนไหวของม๊อบให้ได้

.

นี่คือ สิ่งที่ผมโกรธแค้นกว่าสิ่งใด

มันทำร้ายเพื่อนเรา ทำร้ายมวลชนของเรา เพื่อให้เราหยุดชุมนุม

.

ในขณะที่ผมไม่มั่นใจว่า เราควรจะชุมนุมต่อไปเพื่อเป้าหมายใด

ก็เป็นขณะเดียวกันที่ ผมไม่มั่นใจว่า เราควรจะชุมนุมต่อไป เพื่อตอกหน้า เพื่อ prove ว่า เราจะไม่ยอมหยุด ดีมั๊ย?

แต่เราจะชุมนุมเพื่อ prove ไปเพื่ออะไร ถ้าฝ่ายเขาก็ยังเป็นฝ่ายเดียวที่ทำร้ายเราได้อย่างซ้ำๆ แล้วทำลายขวัญกำลังใจเราไปได้เรื่อยๆ

โดยที่ฝ่ายเขาไม่เสียอะไรเลย

สิ่งที่เขาเสียเพียงอย่างเดียวคือ ความชอบธรรม

ซึ่งเขาก็ไม่เคยมีอยู่แล้ว และแสดงให้เราเห็นแล้วว่า เขาไม่สนด้วย

.

ผมไม่รู้จริงๆ ว่า เราควรจะทำอะไร ทำอย่างไรต่อ

——

image

imagesoe zeya tun@soezeya

https://twitter.com/soezeya/status/1317093706076356609